You are what you eat คือความจริงอันเป็นสัจธรรม
ว่ากินอย่างไรก็ย่อมได้อย่างนั้น เพราะความสมบูรณ์หรือความผิดปกติของร่างกาย
ล้วนสัมพันธ์กับสิ่งที่คนๆนั้นรับประทาน แต่จะมีมากน้อยคนแค่ไหนที่เข้าใจและทำได้อย่างแนวคิดนี้
เพราะเรื่องของอาหารการกิน คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารสชาติมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
และสำหรับคนไทยแล้ว การได้กินอะไรอร่อยๆตามใจตัวเองก็ถือว่าเป็นความสุขอย่างที่สุด
หารู้ไม่ว่าความสุขเพียงชั่วครู่ชั่วยาม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในระยะยาว
เพราะฉะนั้น
ในวันพรุ่งนี้
หรืออีก 10 ปีข้างหน้า คุณอยากเห็นตัวเองเป็นอย่างไร
สุขภาพสดใสแข็งแรง หรือมีสารพัดโรครุมเร้า คุณเลือกได้จากสิ่งที่คุณบริโภควันนี้
รวมถึงปัจจัยสำคัญที่จะขาดเสียไม่ได้ เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
พักผ่อนให้เพียงพอ และบอกลาความเครียด เป็นทฤษฎีที่ฟังดูง่าย
แต่ไม่ค่อยมีใครปฏิบัติได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง
อย่างเช่น คนไทยส่วนใหญ่มักติดรสชาติหวาน ชอบกินอะไรที่เป็นน้ำตาล
ก็กินกันอย่างไม่ระวัง ขนมขบเคี้ยว คุ้กกี้ ขนมเค้ก ครีม ต่างๆ
เหล่านี้เป็นความสุขก็ตอนกินเท่านั้น แต่ถ้าสิ่งที่ตามมาคือโรคภัยไข้เจ็บ
มันคุ้มกันแน่หรือ ? ลองเปลี่ยนจากขนมหวาน มาเป็นผลไม้สดๆแทน
เพราะวิตามินและไฟเบอร์ในผลไม้มีประโยชน์กว่าน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
เริ่มต้นด้วยผลไม้ที่คุณชื่นชอบ แล้วค่อยๆเปลี่ยนจนกลายเป็นนิสัย
คุณจะรู้สึกว่าร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
หรืออีกเรื่องที่เป็นค่านิยมใหม่ของคนไทย ก็คือ การกินอย่างง่ายๆ
เน้นความสะดวกรวดเร็ว แบบอาหารตะวันตก ที่เน้นเนื้อสัตว์มากกว่าพืชผัก
ทำให้ระบบการย่อยของร่างกายทำงานหนัก ลองหันมากินโปรตีนที่ย่อยง่ายๆกันบ้าง
อย่างโปรตีนพืช ประเภทถั่ว ที่หาง่าย ให้ประโยชน์เกินราคา แค่คุณเติมถั่วเข้าไปในเมนูอาหารสักมื้อ
- สองมื้อ หรือลองดื่มนมถั่วเหลืองทุกวันแทนนมที่คุณดื่มมาตั้งแต่เด็กๆเพราะถั่วเหลืองมีทั้งโปรตีน
วิตามินและแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด แถมยังปลอดคอเลสเตอรอล จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเบาๆ เพื่อเรียกน้ำย่อย ก่อนที่เราจะเจาะลึกถึงเรื่องโภชนาการกันในตอนต่อๆไป
เห็นไหมคะว่า การมีสุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องยาก คุณก็สามารถเป็นนักโภชนาการที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองได้
ถ้ารู้จักเลือก และเตือนตัวเองเสมอว่า กินอย่างไรก็ได้อย่างนั้น
ที่มา : บทความมติชน
ตอนที่ 1
ประจำวันอาทิตย์ที่
21 ก . ย .46
โดย รศ . ดร . ประไพศรี ศิริจักรวาล
สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
<<
กลับสู่หน้าหลักสาระเพื่อสุขภาพ >>
|