ในช่วง 1-2 ปีนี้ สังเกตได้ว่ามีผู้นิยมดื่มนมถั่วเหลืองหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าน้ำเต้าหู้กันอย่างมาก
นับได้ว่าประชาชนชาวไทยได้ให้ความสนใจกับสุขภาพ และรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ต่อสุขภาพกันมากขึ้น
นมถั่วเหลืองเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากการสกัดโปรตีนจากถั่วเหลืองโดยใช้น้ำ โดยทั่วไปใช้ถั่วเมล็ดแห้ง 1 ส่วน ต่อ น้ำ 8 ส่วน
นมถั่วเหลืองจัดได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเสริมของคนทุกเพศทุกวัย
นมถั่วเหลือง อาหารเสริมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
ในเรื่องของโปรตีน ถ้าเตรียมจากสูตร ถั่ว 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วน นมถั่วเหลือง 1 แก้ว
(200-250 มิลลิลิตร) จะได้โปรตีน ประมาณ 6 กรัม นมถั่วเหลือง นี้สามารถเติม ข้าวฟ่างหรือลูกเดือย สาคู ถั่วแดง ลงไป ก็จะช่วยเสริมคุณค่าของอาหารและเพิ่มความอร่อยขึ้นได้
ในเรื่องของพลังงาน พลังงานได้จากการเผาผลาญสารอาหารโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต
คนที่ดื่มนมถั่วเหลืองที่มีการเติมน้ำตาล จนมีรสหวานมาก ก็จะทำให้ได้พลังงานสูง ดังนั้น ถ้าต้องการลดความอ้วนต้องดื่มนมถั่วเหลืองที่เติมน้ำตาลแต่น้อย
แร่ธาตุ ถั่วเหลืองทั้งเมล็ดมีแร่ธาตุแคลเซียมสูงกว่าถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่นๆ
แต่เมื่อนำมาทำเป็นนมถั่วเหลือง แคลเซียมจะถูกสกัดออกมาอย่างจำกัด
ทำให้นมถั่วเหลืองที่ได้มีแร่ธาตุแคลเซียมดังนั้นหากเลือกดื่มนมถั่วเหลืองควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงอื่นๆด้วย
เพราะแคลเซียมมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
การเก็บรักษานมถั่วเหลืองทำได้อย่างไร?
หากซื้อนมถั่วเหลืองที่มีขายอยู่ทั่วไปหรือทำเอง และต้องการเก็บไว้บริโภคหลายวัน
ให้บรรจุถุงพลาสติกชนิดร้อนหรือขวดที่ลวกน้ำร้อนฆ่าเชื้อแล้ว ทิ้งให้เย็น เก็บในตู้เย็นไว้บริโภคได้ 3-4 วัน
ถ้าเห็นโปรตีนแยกตัวหรือมีรสเปรี้ยวแสดงว่าไม่ควรบริโภคแล้ว แต่ถ้าเป็นนมถั่วเหลืองสำเร็จรูปบรรจุกล่อง เก็บไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง
โดยไม่ให้ถูกแดดหรือความชื้น สามารถเก็บได้นานถึง 6 เดือน
ในแต่ละวัน ควรดื่มนมถั่วเหลืองวันละกี่แก้ว?
โดยทั่วไป ถ้าเป็นนมถั่วเหลืองชนิดธรรมดาไม่ได้มีการเสริมแคลเซียม
แนะนำให้ดื่มเป็นอาหารเสริมวันละ 1-2 แก้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องรับประทานอาหารอื่นที่มีแคลเชียมควบคู่กันไปด้วย
ได้แก่ ปลาทอดกรอบ ที่รับประทานได้ทั้งกระดูก ปลาซาร์ดีนกระป๋อง ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า คึ่นไช่ กวางตุ้ง เป็นต้น
ที่มา : บทความมติชน ตอนที่ 9
ประจำวันอาทิตย์ที่
16 พ.ย .46
โดย รศ . ดร . ประภาศรี ภูวเสถียร สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
<< กลับสู่หน้าหลักสาระเพื่อสุขภาพ >>
|